World Economic Outlook | ข่าวสาร

World Economic Outlook

2020-01-16 04:05:00 Asia/Bangkok
 
ในไตรมาสที่สามของปี 2562 เศรษฐกิจโลกยังคงมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องจากครึ่งแรกของปี ตามการชะลอตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักซึ่งเข้าสู่การขยายตัวต่ำสุดในรอบหลาย   ไตรมาส โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาส) และเศรษฐกิจจีน (ต่ำสุดในรอบ 111 ไตรมาส) ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และทิศทางของมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีความไม่แน่นอนตลอดทั้งไตรมาส รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแยกตัวของสหราชอาณาจักรจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง การชะลอตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักและแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าส่งผลให้การส่งออกและเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ กลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศกำลังพัฒนาที่สำคัญอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังคงมีทิศทางชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

การชะลอตัวของเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าและอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงติดต่อกันสองครั้ง ธนาคารกลางยุโรปที่ดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรเช่นเดียวกับธนาคารกลางของประเทศในเอเชียหลายประเทศที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เช่น ธนาคารกลางจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
 
เศรษฐกิจสหรัฐฯ  ขยายตัวร้อยละ 2.0 ชะลอลงจากร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนและเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 12ไตรมาส เป็นผลจากการลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากการปรับตัวลดลงของดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับ 49.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่า 50 และต่ำสุดในรอบ 15 ไตรมาส นอกจากนี้การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงและมีอัตราขยายตัวต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาส ตามการชะลอตัวของการลงทุนที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ ในขณะที่แรงสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของภาคการจ้างงาน ซึ่งส่งผลให้อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ต่ำสุดในรอบ 50 ปี ขณะที่การส่งออกลดลงร้อยละ 1.8 เป็นการลดลงติดต่อกันสองไตรมาส และการนำเข้าลดลงร้อยละ 1.4 ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2559

ขณะที่การส่งออกลดลงร้อยละ 1.8 เป็นการลดลงติดต่อกัน สองไตรมาส และการนำเข้าลดลงร้อยละ 1.4 ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2559 สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.8 เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าเป้าหมายนโยบายการเงินที่ร้อยละ 2.0 ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีในการประชุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมและปรับลดติดต่อกันเป็นครั้งที่สองในการประชุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 - 30 ตุลาคม ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ร้อยละ 1.50 - 1.75 ซึ่งเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 3 ของ   ปี 2562

world-economics

เศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซน ขยายตัวร้อยละ 1.2 เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า เป็นการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำของเศรษฐกิจเนื่องมาจากการลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของประเทศคู่ค้าและมาตรการกีดกันทางการค้า รวมทั้งการปรับมาตรฐานไอเสียใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในหมวดยานยนต์ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 46.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 28 ไตรมาส สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 82.2 ต่ำที่สุดในรอบ 10 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีการค้าปลีกในเดือนสิงหาคม ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 2.2 สอดคล้องกับอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 7.3 ต่ำสุดในรอบ 48 ไตรมาส ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ลดลงจากร้อยละ 1.4 ในไตรมาสที่ 2 ส่งผลให้ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ธนาคารกลางยุโรปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงร้อยละ 0.1 ส่งผลให้ อัตราเงินเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ร้อยละ –0.5 โดยเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่มีนาคม 2559 ควบคู่ ไปกับมาตรการเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตร (Asset Purchase Programme) เดือนละ     2 หมื่นล้านยูโร มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ธนาคารพาณิชย์รอบที่ 3 (TLTROs III) และการกำหนดจำนวนเงินสดสำรองขั้นต่ำซึ่งจะไม่ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Two-tier System)
 
เศรษฐกิจญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 1.3 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.9 ใน  ไตรมาสก่อนหน้า ตามการเร่งตัวขึ้นของการบริโภคภาคเอกชนก่อนการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจากเดิมในอัตราร้อยละ 8.0 เป็นร้อยละ 10.0 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.3 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.8 ในไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนรวมที่ขยายตัวร้อยละ 2.5 และร้อยละ 4.1 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.1 และร้อยละ 0.8 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามลำดับ
          
อย่างไรก็ตาม แรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและบริการสุทธิปรับตัวลดลง โดยการส่งออกสินค้าและบริการลดลงร้อยละ 1.2 เทียบกับที่ลดลงร้อยละ 2.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัวร้อยละ 2.0 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ตามการปรับตัวลดลงของราคาหมวดอาหารและพลังงาน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายนโยบายการเงินที่ระดับร้อยละ 2.0 ส่งผลให้ในการ ประชุมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม แต่ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น
 
เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียน เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียนส่วนใหญ่มูลค่าการส่งออกยังลดลง แต่เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเศรษฐกิจอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขยายตัวร้อยละ 5.0 และร้อยละ 4.4 ตามลำดับ ชะลอลงจากร้อยละ 5.1 และร้อยละ 4.9
ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และการส่งออกที่ยังคงปรับตัวลดลง ในขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวร้อยละ 7.3 เร่งขึ้นจากร้อยละ 6.7 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และการส่งออก ส่วนเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 6.2
เร่งขึ้นจากร้อยละ 5.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการเร่งตัวขึ้นของการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกสุทธิชะลอตัว สำหรับอัตราเงินเฟ้อของเวียดนามและฟิลิปปินส์ปรับตัวลดลงตามราคาสินค้าในหมวดอาหารและพลังงาน ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียและมาเลเซียปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาหมวดอาหารเป็นสำคัญ
 
เศรษฐกิจจีน ขยายตัวร้อยละ 6.0 ชะลอลงจากร้อยละ 6.2 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบเกือบ 28 ปี ตามการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศทั้งในด้านการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร รวมทั้งการลดลงของการส่งออกที่เกิดจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยการส่งออกสินค้าลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สองคือลดลงร้อยละ 0.4 ในขณะที่
การนำเข้าสินค้าลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สามที่ร้อยละ 6.5 โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯลดลง ร้อยละ 15.1 ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐฯลดลงร้อยละ 19.1 ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 2.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.6 ในไตรมาสก่อนหน้าและเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 23 ไตรมาส โดยเป็นผลจากการเร่งตัวขึ้นของราคาหมวดอาหารโดยเฉพาะเนื้อหมูซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และการเพิ่มขึ้นของภาษีสินค้านำเข้าหลายรายการโดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ในขณะที่ทุนสำรอง ระหว่างประเทศปรับตัวลดลงเป็น 3.09 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน สอดคล้องกับอ่อนค่าของเงินหยวนอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่เฉลี่ย 6.9917 หยวนต่อดอลลาร์ สรอ.
 
เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ NIEs) ส่วนใหญ่ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของ การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลดลงของการส่งออกซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ประเทศคู่ค้าและแรงกดดันจากการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า รวมทั้งผลกระทบจากเหตุการณ์ประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกงซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจฮ่องกงลดลงร้อยละ 2.9 เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 40 ไตรมาส ในขณะที่เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัวในเกณฑ์ต่ำร้อยละ 0.1 เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีการขยายตัวร้อยละ 2.0 เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่เศรษฐกิจไต้หวันขยายตัวร้อยละ 2.9 สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเร่งตัวขึ้นของการส่งออกสินค้าและบริการสุทธิ และการใช้จ่ายภาครัฐ ที่กลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส สำหรับอัตราเงินเฟ้อส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของราคาหมวดพลังงาน ยกเว้นฮ่องกงที่อัตราเงินเฟ้อเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 3.3 สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาเนื้อหมูที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2563 เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์ต่ำตามแนวโน้มการชะลอตัวลงอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น และผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรง อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้กระนั้นคาดว่าการทวีความรุนแรงของมาตรการกีดกันทางการค้าจะเริ่มผ่อนคลายลง ซึ่งจะช่วยให้ระบบการค้าโลกเริ่มปรับตัวเข้าสู่เสถียรภาพมากขึ้น เมื่อรวมกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างเร่งรีบของประเทศต่างๆ ในปี 2562 คาดว่าจะเอื้ออำนวยต่อการเริ่มฟื้นตัวของประเทศสำคัญอื่นๆมากขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ อาเซียน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งบางส่วนได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนของทิศทางการค้าและและการปรับตัวของทิศทางการลงทุนระหว่างประเทศ เมื่อรวมกับแนวโน้มการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศยูโรโซน คาดว่าจะทำให้ปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ ในกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าและพัฒนาการของความเสี่ยงสำคัญๆเพิ่มเติม คาดว่าเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกใน    ปี 2563 จะขยายตัวร้อยละ 3.3 และร้อยละ 2.8 ตามลำดับ เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 3.1 และร้อยละ 1.5 ในปี 2562

mould-die-review-q3


ที่มา: CEIC รวบรวมโดย สศช.
ที่มา : รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สาม ทั้งปี 2561 และแนวโน้มปี 2562 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ Apirak Anekboriboon
รูปภาพ: www.freepik.com, www.flaticon.com
 


 
 

 
                
               
     
 
 
 
      

Comments

ไม่มีความคิดเห็น

Posting comments after has been disabled.