Thailand Overview (Q3 : 2019) | ข่าวสาร

Thailand Overview (Q3 : 2019)

2020-01-16 06:21:00 Asia/Bangkok
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 2.4 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุน จากการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชน และการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการใช้จ่ายของรัฐบาล ในขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าลดลง ด้านการผลิต การผลิตสาขาเกษตรกรรมกลับมาขยายตัว การผลิตสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวเร่งขึ้น การผลิตสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่การผลิตสาขาการขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมฯ สาขาก่อสร้าง และสาขาไฟฟ้า ก๊าซฯ ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนสาขาอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2562 ขยายตัวจากไตรมาสที่สองของปี 2562 ร้อยละ 0.1 (QoQ_SA) รวม 9 เดือนแรกของปี 2562เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.5
 




 
สาขาการผลิตอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.5 ต่อเนื่องจากการลดลงร้อยละ 0.2 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการลดลงของการส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วง ร้อยละ 30 –60 และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60 ลดลงร้อยละ 5.9 และดัชนีผลผลิต อุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30 ลดลงร้อยละ 2.3 อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 65.0 ลดลงจากร้อยละ 65.6 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 68.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่ลดลง เช่น การผลิตยานยนต์ (ลดลงร้อยละ 6.3) การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ลดลงร้อยละ 7.4)และการผลิตผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ (ลดลงร้อยละ18.2) เป็นต้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น การต้ม การกลั่น และการผสมสุรา (ร้อยละ 36.1) การผลิตพลาสติกและยาง       (ร้อยละ 3.8) และการผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสดแช่เย็นหรือแช่แข็ง (ร้อยละ 10.3) เป็นต้น

รวม9เดือนแรกของปี 2562 การผลิตสาขาการผลิตอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 0.3 โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ2.6 อัตราการใช้กำลัง การผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 67.3




การบริโภคภาคเอกชน: ขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 4.2 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 4.6 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอัตรา ดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการดำเนินมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ การขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในไตรมาสนี้สอดคล้องกับการขยายตัวต่อเนื่องของเครื่องชี้ด้านการใช้จ่ายสำคัญ ๆ โดยเฉพาะดัชนีปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ดัชนีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล และดัชนีปริมาณการนำเข้าสินค้าหมวดสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งขยายตัวร้อยละ 8.3 ร้อยละ 4.7 และร้อยละ 5.0 ตามลำดับ ในขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลปรับตัวลดลงร้อยละ 6.5 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 60.8 เทียบกับระดับ 64.8 ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 1.8 เร่งขึ้นจากการ ขยายตัวร้อยละ 1.1 ในไตรมาสก่อนหน้า อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 21.0 (สูงกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 20.5 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)

รวม 9 เดือนแรกของปี 2562 การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 4.5 และการใช้จ่ายของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 2.1




การลงทุนรวม: เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.9 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.4 เร่งขึ้นจาก การขยายตัวร้อยละ 2.1 ในไตรมาสก่อนหน้าเป็นผลจากการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวร้อยละ 3.1 ในขณะที่การลงทุนในสิ่งก่อสร้างทรงตัว ส่วนการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 เร่งขึ้นจากการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 5.6 ขณะที่ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 0.8 สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 21.6 เทียบกับอัตราการเบิกจ่าย ร้อยละ 16.8 ในไตรมาสก่อนหน้าและร้อยละ 19.9 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

รวม 9 เดือนแรกของปี 2562 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 2.6 โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 1.7 และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.0




การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 63,295 ล้านดอลลาร์ สรอ. ทรงตัว เทียบกับการลดลงร้อยละ 4.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 0.4 ในขณะที่ราคาส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าขยายตัวเช่น น้ำตาล (ร้อยละ 5.1) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ (ร้อยละ 0.3) รถกระบะและรถบรรทุก (ร้อยละ 0.5) รถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 19.5) เครื่องปรับอากาศ (ร้อยละ 4.0) และผลไม้ (ร้อยละ 41.4) เป็นต้น กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าลดลง เช่น ข้าว (ลดลงร้อยละ 35.1) มันสำปะหลัง (ลดลงร้อยละ 27.3) ยางพารา (ลดลงร้อยละ 3.9) แผงวงจรรวมและชิ้นส่วน (ลดลงร้อยละ 8.4) เครื่องจักรและอุปกรณ์ (ลดลงร้อยละ 7.2) ผลิตภัณฑ์ยาง (ลดลงร้อยละ 14.2) รถยนต์นั่ง (ลดลงร้อยละ 4.4) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ลดลงร้อยละ 10.6) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ลดลงร้อยละ 29.3) และเคมีภัณฑ์ (ลดลงร้อยละ 18.8) เป็นต้น การส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง (15) ขยายตัว ขณะที่การส่งออกไปยังอาเซียน (9) และสหภาพยุโรป (15) ปรับตัวลดลง เมื่อหักการส่งออกทองคำที่ยังไม่ขึ้นรูปออกแล้ว มูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 4.8 เมื่อคิดในรูปของเงินบาท มูลค่าการส่งออก สินค้าลดลงร้อยละ 6.9

รวม 9 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 183,700 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลงร้อยละ 2.7 โดยปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 3.0 ในขณะที่ราคาส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อคิดในรูปของเงินบาท การส่งออกมีมูลค่า 5,748 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.3




การนำเข้าสินค้า มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการลดลงของความต้องการส่งออก ในไตรมาสที่สามของปี 2562 การนำเข้ามีมูลค่า 55,333 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลง ร้อยละ 6.8 (ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม) เทียบกับการลดลงร้อยละ 3.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดย ปริมาณการนำเข้าลดลงร้อยละ 6.6 เทียบกับการลดลงร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงของ ปริมาณการนำเข้าในหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางร้อยละ 3.8 สอดคล้องกับการลดลงของความต้องการส่งออก ขณะที่ราคานำเข้าปรับตัวลดลงร้อยละ 0.2 เทียบกับการลดลง    ร้อยละ 0.1 ในไตรมาสก่อนหน้า เมื่อหักการนำเข้าทองคำออกแล้ว มูลค่าการนำเข้าลดลงร้อยละ 2.6 ทั้งนี้ หากไม่รวมการนำเข้าทองคำและน้ำมันดิบ มูลค่าการนำเข้าลดลงร้อยละ 0.4 ในรูปของเงินบาท การนำเข้าสินค้ามีมูลค่ารวม 1,700 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.2 เทียบกับการลดลงร้อยละ 4.3 ในไตรมาสก่อนหน้า

ในรายหมวดมูลค่าการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางและสินค้านำเข้าอื่นๆปรับตัวลดลง ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น มูลค่าการนำเข้าหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางลดลงร้อยละ 7.0โดยปริมาณการนำเข้าลดลงร้อยละ 3.8 สอดคล้องกับการลดลงของความต้องการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนราคานำเข้าลดลงร้อยละ 3.3 สินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าลดลง ได้แก่ น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรรวมและชิ้นส่วน และวัสดุที่ทำด้วยโลหะ เป็นต้น มูลค่าการนำเข้าหมวดสินค้าทุน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของปริมาณและราคานำเข้าร้อยละ 2.3 และร้อยละ 1.7 ตามลำดับ เนื่องจากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มอากาศยาน เรือ แท่น และรถไฟขยายตัวร้อยละ 89.4 ขณะที่การนำเข้าในหมวดเครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องใช้ประกอบปรับตัวลดลงร้อยละ 0.2 สินค้าที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องชั่ง ตวง วัด และเครื่องจักรกลอื่น ๆ และชิ้นส่วน มูลค่าการนำเข้าหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวร้อยละ 8.9 โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 ส่วนราคานำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 สินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และสิ่งทอ เป็นต้น มูลค่าการนำเข้าหมวดสินค้าอื่นๆ ลดลงร้อยละ 29.3 ตามการลดลงของการน าเข้าทองคำ (ไม่รวมทองรูปพรรณ) ซึ่งลดลงร้อยละ 56.6




อัตราการค้า (Term of Trade) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาส่งออก เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ขณะที่ราคานำเข้าลดลงร้อยละ 0.2 ส่งผลให้อัตราการค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 107.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นระดับ 108.3 ในไตรมาสที่สามของปี 2562

ดุลการค้า ดุลการค้าเกินดุล ในไตรมาสที่สามของปี 2562 ดุลการค้าเกินดุล 7.9 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (244.5 พันล้านบาท) สูงกว่าการเกินดุล 5.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (178.6 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า และการเกินดุล 3.9 พันล้าน ดอลลาร์ สรอ. (129.4 พันล้านบาท) ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.7 – 3.7 โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญ ประกอบด้วย (1) แนวโน้มการขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจของ
อุปสงค์ภายในประเทศทั้งในด้านการใช้จ่ายภาคครัวเรือน
การลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐ (2) การปรับตัวดีขึ้นของการส่งออก ภายใต้แนวโน้มการปรับตัวดีขึ้น ของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวของภาคการส่งออกต่อมาตรการกีดกันทางการค้า (3) การดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ และ (4) การปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 2.3 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 3.7 และร้อยละ 4.8 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5–1.5 และ
บัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 5.6 ของ GDP


ที่มา: CEIC รวบรวมโดย สศช.
ที่มา : รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สาม ทั้งปี 2561 และแนวโน้มปี 2562 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ Apirak Anekboriboon
รูปภาพ: www.freepik.com, www.flaticon.com
 


 

Comments

ไม่มีความคิดเห็น

Posting comments after has been disabled.